วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชื่อ นายพรวิวัฒน์ วิหคทอง   ชื่อเล่น พร
คณะวิทยาลัยการฝึกหัดครู สาขา คณิตศาสตร์
ชั้นปีที่ 4 หมู่เรียนที่ 2 
ภูมิลำเนา สุพรรณบุรี

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว


รถกระบะซิ่งหนีไฟแดง ประสานงาจักรยานยนต์ของนักเรียน ม. 2 โรงเรียนดังสกลนคร ดับอนาถกลางสี่แยก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น. (18 ก.ค.) สภ.สกลนคร  รับแจ้งเหตรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ บริเวณสี่แยกบายพาส ถนนสกลนคร-กาฬสินธุ์ หลักกิโลเมตรที่ 1  ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บเป็นหญิง 1 ราย นำส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีดำชมพู หมายเลขทะเบียน ขยฉ 812 สกลนคร ล้มอยู่กลางสี่แยก ใกล้กันพบศพ ด.ญ.วรรณภา พรหมสาขา ณ สกลนคร อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนสกลนครพัฒน์ศึกษา นอนคว่ำหน้าจมกองเลือด คอหัก แขนและขาหัก 
ห่างจากจุดเกิดเหตุออกไปประมาณ 100 เมตร พบรถกระบะยี่ห้อมาสด้า สีบรอนเงิน หมายเลขทะเบียน กข 9084 สกลนคร ของนายอดุลย์ เวียงสมุทร อายุ 44 ปี จากการสอบสวนนายอดุลย์ ให้การว่า ตนขับรถมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสี่แยกไฟแดง ก็เร่งเครื่องเต็มที่เนื่องจากไฟเขียวกำลังเปลี่ยนเป็นไฟแดง ขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์ขี่ตีคู่มา 2 คัน ออกมาจากแยก ตนพยายามหักหลบก็พ้น 1 คัน แต่อีกคันหลบไม่พ้นชนเข้าอยางจัง 
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อื่นถึงกับความตาย และจะสอบปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์อีกครั้ง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
ที่มา   www.istudio.in.th/testdrive

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

แบบทดสอบ

แบบฝึกหัด
1.จงหาผลบวก

                                    1)        (-3.101) + 2.987                2)         (-0.205) + 1.795
                                    3)        (-22.95) + (-12.081)          4)         (-36.7) + 18.925
                                    5)        100 + (-75.025)                 6)         (-72.65) + (-11.357)

2. จงหาผลบวก

                                   1)         (-12.3) + 5.17 + (-3.24)               2)          (-51.09) + (-8.2) + (-0.103)
                                   3)         (-29.81) + 2.2 + 29.81                 4)          (-10.45) + (-32.01) + 20.45
                                   5) 43.09 + (-0.602) + 7.91 + (-50.398)    6)          (-12.03) + 11.54 + (-20.07) + 20.46

3. จงหาทศนิยมที่แทน a แล้วทำให้ได้ประโยคที่เป็นจริง

                                   1)           7.3 + (-2.1) = a + 7.3               2)         (-5.01) + a = (-2.09) + (-5.01)
                                   3)           (-3.059) + a = 0                        4)         0 + a = -6.538
                                   5)           (-9.4) + a = -10                         6)        [(9.3) + 12.3] + a = 3.7

4. จงหาทศนิยมสองจำนวนที่บวกกันแล้วมีคำตอบเป็นจำนวนต่อไปนี้
                      1)      0                  2)       4.01              3)      -8.7            4)      -6.25








ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เรื่อง การบวก ลบ และคูณ ทศนิยม
ตอนที่ 1          คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. 12.35 + 18.65  มีค่าเท่ากับข้อใด
             ก.     31        ข.    32       ค.    33         ง.     34
ส่วนบนของฟอร์ม




ส่วนล่างของฟอร์ม
2. 28.75  +  24.93  มีค่าเท่ากับข้อใด
            ก.      53.67      ข.       53.68      ค.      54.67        ง.  56.77

3. 1.23  x 0.5  มีค่าเท่ากับข้อใด
            ก.     0.689       ข.     0.634       ค.     0.622       ง.    0.615

4. 3.68  x 207  มีค่าเท่ากับข้อใด
            ก.     761.76      ข.     866.34       ค.     542.12       ง.    344.45

5. 31.8  -  16.28  มีค่าเท่ากับข้อใด
           ก.     14       ข.    15        ค.     15.33      ง.    15.52

6. 100  x  0.04  มีค่าเท่ากับข้อใด
          ก.    1       ข.    2     ค.    3       ง.     4

7. 3,000  x  0.003  มีค่าเท่ากับข้อใด
         ก.    1      ข.    2     ค.     3     ง.    4

8. ( 5.09  + 7.5 )  -  ( 6.01  x  2 )  มีค่าเท่ากับข้อใด
         ก.      0.34      ข.     12.2      ค.    3      ง.     0.57

9. 8.63  +  20  +  4.59  มีค่าเท่ากับข้อใด
         ก.     22.33       ข.     33.22       ค.    33.44      ง.    44.33

10. ( 128.54  +  14.26 )  x  0.7  มีค่าเท่ากับข้อใด
          ก.      104.238       ข.      134.56      ค.     105.238       ง.     134.57
ตอนที่ 2 คำชี้แจง   ให้นักเรียนแสดงวิธีหาคำตอบอย่างละเอียด  (ข้อละ 5 คะแนน)

1.             ถ้าต้องการซื้อน้อยหน่า 3.5 กิโลกรัม ส้ม 3กิโลกรัม และชมพู่ 10 กิโลกรัม จะได้เงินทอนเท่าไร ถ้าให้เงินผู้ขายไป 1,000 บาท
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
2.             เชือกเส้นหนึ่งยาว 2.56 เมตร นำมาผูกต่อกับเชือกอีกเส้น หนึ่งซึ่งยาว 3.12 เมตร แล้วนำมาวัดความยาวดูใหม่ เชือกยาว 5 เมตรพอดี เสียเชือกที่ใช้ทำรอยต่อไปกี่เมตร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………....
3.             บิลค่ากระแสไฟฟ้า 50 หน่วยแรก ราคาหน่วยละ 1.25 บาท สำหรับหน่วยที่เกินจาก 50 หน่วยแรก ราคาหน่วยละ 1.75 บาท ถ้าใช้กระแสไฟฟ้า 70 หน่วย จะต้องจ่ายเงินค่า กระแสไฟฟ้าเท่าไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...





4.             ป่านขายปลากระป๋องไป 15 กระป๋อง ราคากระป๋องละ 12.75 บาท แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อสบู่ครึ่งโหล สบู่ราคา ก้อนละ 23 บาท ป่านจะเหลือเงินเท่าไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............................................................................................
5.             แก้วราคาใบละ 22.75 บาท ซื้อมา 4 ใบ ให้ธนบัตรใบละ 100 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................


สู้ๆนะครับเด็กๆ

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


รูปแบบของสื่อหลายมิติในการเรียนการสอน
                   ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่าสื่อหลายมิตินั้นเป็นสื่อประสมที่พัฒนามาจากข้อความหลายมิติ ซึ่งแนวความคิดเกี่ยวกับข้อ ความหลายมิติ (hypertext) นี้มีมานานหลายสิบปีแล้ว โดย แวนนิวาร์ บุช (Vannevar Bush) เป็นผู้ ที่มีความคิดริเริ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเขากล่าวว่าน่าจะมีเครื่องมืออะไรสักอย่างที่ช่วยในเรื่อง ความจำและความคิดของมนุษย์ที่จะช่วยให้เราสามารถสืบค้นและเรียกใช้ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ได้ หลาย ๆ ข้อมูลในเวลาเดียวกันเหมือนกับที่คนเราสามารถคิดเรื่องต่าง ๆ ได้หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน
http://yupapornintreewon017.page.tl.htm
                      จากแนวคิดดังกล่าว เท็ด เนลสัน และดั๊ก เอนเจลบาร์ต ได้นำแนวคิดนี้มาขยายเป็นรูปเป็น ร่างขึ้น โดยการเขียนบทความหรือเนื้อหาต่าง ๆ กระโดยข้ามไปมาได้ในลักษณะที่ไม่เรียงลำดับเป็น เส้นตรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า ไฮเพอร์เท็กซ์หรือข้อความหลายมิติ โดยการใช้ คอมพิวเตอร์ช่วย แนวคิดเริ่มแรกของสื่อหลายมิติคือความต้องการเครื่องมือช่วยในการคิดหรือการ จำที่ไม่ต้องเรียงลำดับ และสามารถคิดได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน
                       ข้อความหลายมิติ  Hypertext หรือข้อความหลายมิติ คือเทคโนโนยีของการอ่านและการเขียนที่ไม่เรียงลำดับ เนื้อหากัน โดยเสนอในลักษณะของข้อความที่เป็นตัวอักษร หรือภาพกราฟิคอย่างง่าย ที่มีการ เชื่อมโยงถึงกัน เรียกว่า จุดต่อ” (node) โดยผู้ใช้สามารถเคลื่อนที่จากจุดต่อหนึ่งไปยังอีกจุดต่อ หนึ่งได้โดยการเชื่อมโยงจุดต่อเหล่านั้น
                        ข้อความหลายมิติ เป็นระบบย่อยของสื่อหลายมิติ คือเป็นการนำเสนอสารสนเทศที่ผู้อ่านไม่ จำเป็นต้องอ่านเนื้อหาในมิติเดียวเรียงลำดับกันในแต่ละบทตลอดทั้งเล่ม โดยผู้อ่านสามารถข้ามไปอ่านหรือค้นคว้าข้อมูลที่สนใจตอนใดก็ได้โดยไม่ต้องเรียงลำดับลักษณะข้อความหลายมิติอาจ เปรียบเทียบได้เสมือนกับบัตรหรือแผ่นฟิล์มใส หลาย ๆ แผ่นที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ในแต่ละแผ่นจะบรรจุข้อมูลแต่ละอย่างลงไว้
                กิดานันท์    มลิทอง  (2540:269) กล่าวไว้ว่า สื่อหลายมิติ เป็นการขยายแนวความคิดของข้อความหลายมิติในเรื่องของการเสนอข้อมูลในลักษณะไม่เป็นเส้นตรง และเพิ่มความสามารถในการบรรจุข้อมูลในลักษณะของภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทัศน์ ภาพกราฟิคในลักษณะภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่าย เสียงพูด เสียงดนตรี เข้าไว้ในเนื้อหาด้วย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาเรื่องราวได้หลายรูปแบบมากกว่าเดิม
วิเศษศักดิ์     โคตรอาชา   (2542:53)  กล่าวว่า สื่อหลายมิติ Hypermedia เป็นการขยายแนวความคิดจาก Hypertext อันเป็นผลมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สามารถผสมผสานสื่อและอุปกรณ์หลายอย่างให้ทำงานไปด้วยกัน
กล่าวโดยสรุป  สื่อหลายมิติในการเรียนการสอนเป็นการนำเอาสื่อมาใช้ในการนำเสนอในรูปแบบที่ผู้อ่านไม่จำเป็นจะต้องอ่านเพียงมิติเดียวซึ่งสื่อประเภทนี้จะใช้ข้อความหลายมิติของการเสนอข้อมูลในลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรง

เอกสารอ้างอิง
http://yupapornintreewon017.page.tl.htm

วิเศษศักดิ์     โคตรอาชา   (2542:53)     http://yupapornintreewon017.page.tl.htm
กิดานันท์    มลิทอง  (2540:269)     http://yupapornintreewon017.page.tl.htm

แนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้

                ในการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้นสื่อมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนเป็นอย่างมากเนื่องจากเด็กนักเรียนให้ความสนใจในสื่อต่างๆมากขึ้นซึ้งในขณะนี้สื่อมีมากมายหลายชนิดแต่สื่อที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือสื่อด้านเทคโนโลยีหรือสื่อที่สร้างมาจากเทคโนโลยี ซึ่งผมก็คิดว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้คือนำมาสร้างสื่อการสอน เช่น การใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์หลายๆโปรแกรมมาสร้างเป็นสื่อการสอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยี คือ การรวบรวมแนวคิดหรือรวบรวมเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลต่างๆเพื่อที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพราะจะทำให้นักเรียนนั้นได้รับความรู้ที่หลากหลาย
               

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

3.5 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Coแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้แนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้operative or Collaborative Learning)

 (http://www.wijai48.com/learning_stye/learningprocess.htm)  ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่า การเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3 – 6 คน  ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม  โดยผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะแข่งขันกัน  ต่างคนต่างเรียนและร่วมมือกันหรือช่วยกันในการเรียนรู้  การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จะเน้นให้ผู้เรียนช่วยกันในการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีการพึ่งพาอาศัยกันในการเรียนรู้  มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด  มีการสัมพันธ์กัน  มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม  มีการวิเคราะห์กระบวนการของกลุ่ม  และมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบงานร่วมกัน   ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้ควรมีการประเมินทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ โดยวิธีการที่หลากหลายและควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน  และครูควรจัดให้ผู้เรียนมีเวลาในการวิเคราะห์การทำงานกลุ่มและพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม  เพื่อให้กลุ่มมีโอกาสที่จะปรับปรุงส่วนบกพร่องของกลุ่ม
                (http://1phummaree017.blogspot.com/2011/06/theory-of-cooperative-or-collaborative.html) ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่าการเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3 6 คน  ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม  โดยผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะแข่งขันกัน  ต่างคนต่างเรียนและร่วมมือกันหรือช่วยกันในการเรียนรู้  การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จะเน้นให้ผู้เรียนช่วยกันในการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีการพึ่งพาอาศัยกันในการเรียนรู้  มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด  มีการสัมพันธ์กัน  มีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม  มีการวิเคราะห์กระบวนการของกลุ่ม  และมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบงานร่วมกัน ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้ควรมีการประเมินทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ โดยวิธีการที่ หลากหลายและควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน  และครูควรจัดให้ผู้เรียนมีเวลาในการวิเคราะห์การทำงานกลุ่มและพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม  เพื่อให้กลุ่มมีโอกาสที่จะปรับปรุงส่วนบกพร่องของกลุ่มเดียว 
                (http://52040033.web.officelive.com) ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่า สลาวิน(Slavin) เดวิด จอห์นสัน (David  Johnson) และรอเจอร์ จอห์นสัน (Roger Johnson)     พบว่า  การส่งเสริมการเรียนแบบร่วมมือ  สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี  และได้เรียนรู้ทักษะทางสังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น  องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือมี 5  ประการ ได้แก่
                1)  การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน
                2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด
                3) ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน
                4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย
                5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม

กล่าวโดยสรุป “ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ” เป็นวิธีการ จัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงานเป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน สนับสนุนให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้นอก จากนี้ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ยังเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ หรือทีม ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ สามารถปรับตัวให้อยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข


เอกสารอ้างอิง
                http://www.wijai48.com/learning_stye/learningprocess.htm   เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554
http://1phummaree017.blogspot.com/2011/06/theory-of-cooperative-or-collaborative.html   เข้าถึงเมื่อวันที่ 28กรกฎาคม 2554
http://52040033.web.officelive.com   เข้าถึง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554

3.4 ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism)

(http://www.wijai48.com/learning_stye/learningprocess.htm)  ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่า  การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเอง  หากผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความคิดและนำความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม  จะทำให้ความคิดเห็นนั้นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น    หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้ คือ  ครูจะต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน  ให้คำปรึกษาชี้แนะแก่ผู้เรียน  เกื้อหนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ในการประเมินผลนั้นต้องมีการประเมินทั้งทางด้านผลงานและกระบวนการซึ่งสามารถใช้วิธีการที่หลากหลาย  เช่น  การประเมินตนเอง  การประเมินโดยครูและเพื่อน  การสังเกต  การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
                (http://www.pochanukul.com)    ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่า
หลักการ
1.การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเองด้วยตนเองของผู้เรียน
2.ผู้เรียนที่มีโอกาสได้สร้างความคิดและนำความคิดของตนเองไปสร้างชิ้นงานโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะได้เห็นความคิดนั้นเป็นรูปธรรม
3.การสร้างความรู้ในตนเองของผู้เรียน เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา
4.ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้น จะเป็นความรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียน มีความคงทน ไม่ลืมง่าย และและสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจความคิดของตนเองได้ดี
5.ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้น จะเป็นฐานให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
การประยุกต์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1.การใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการให้ผู้เรียนสร้างสาระการเรียนรู้และผลงานต่าง ๆ ด้วยตนเอง
2.การสร้างสภาพแวดล้อมที่มีบรรยากาศที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกตามความสนใจ
3.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำในสิ่งที่สนใจ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการคิด การทำ และการเรียนรู้ต่อไป
4.จัดสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างกัน เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ เช่น วัย ความถนัด ความสามารถ และประสบการณ์
5.สร้างบรรยากาศที่มีความเป็นมิตร
6.ครูต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน
7.การประเมินผลการเรียนรู้ต้องประเมินทั้งผลงานและกระบวนการ
8.ใช้วิธีการที่หลากหลายในการประเมิน เช่น การประเมินตนเอง การประเมินโดยครูและเพื่อน การสังเกต การประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน
                (http://www.learners.in.th/blog/nattakarn) ได้รวบรวมแล้วกล่าวถึงทฤษฎีนี้ว่า Constructionism เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมากจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ของเพียเจต์ (Piaget) ทฤษฎี Constructionism พัฒนาโดย Seymour Papert แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massacchusetts Institute of Technology)
แนวคิดของทฤษฎีนี้ เชื่อว่า การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเองและด้วยตนเองของผู้เรียน หากผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความคิดและนำความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยสื่อ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะทำให้เห็นความคิดนั้นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และเมื่อผู้เรียนสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาในโลก ก็หมายถึงการสร้างความรู้ขึ้นในตนเองนั่นเอง ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นด้วยตนเองนี้ จะมีความหมายต่อผู้เรียน และจะอยู่คงทน ผู้เรียนจะไม่ลืมง่าย แลตลอดจนสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนได้เป็นอย่างดี  นอกจากนั้นความรู้ที่สร้างขึ้นเองนี้ ยังจะเป็นฐานให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่นการประดิษฐ์คิดค้นในเรื่องต่างๆ ตามที่สนใจ จะเห็นว่าในปัจจุบันความรู้แบบนี้มีมากมายที่นำมาอำนวยประโยชน์หรือเพิ่มความสะดวกในการดำเนินชีวิตของคนเรา
                กล่าวโดยสรุป การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเอง  หากผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความคิดและนำความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม  จะทำให้ความคิดเห็นนั้นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น    หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้ คือ  ครูจะต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน  ให้คำปรึกษาชี้แนะแก่ผู้เรียน  เกื้อหนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ในการประเมินผลนั้นต้องมีการประเมินทั้งทางด้านผลงานและกระบวนการซึ่งสามารถใช้วิธีการที่หลากหลาย  เช่น  การประเมินตนเอง  การประเมินโดยครูและเพื่อน  การสังเกต  การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน

                เอกสารอ้างอิง
                http://www.wijai48.com/learning_stye/learningprocess.htm  เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554
http://www.pochanukul.com/    เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554
http://www.learners.in.th/blog/nattakarn    เข้าถึงเมื่อวันที่ 28  กรกฎาคม 2554